The Story of Glass
ปัจจุบันนับได้ว่า กระจก เป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมนำมาประยุกต์เป็นส่วนประกอบของกรอบอาคารอย่างกว้างขว้าง ทั้งในลักษณะของผนังโปร่งแสงและหลังคาโปร่งแสง อย่างไรก็ตามการใช้กระจกเพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งของกรอบอาคารนับว่ามีผลต่อการใช้พลังงานภายในอาคารอย่างมาก เนื่องจากเป็นส่วนที่รับความร้อนและส่งผ่านความร้อนจากแสงอาทิตย์เข้าสู่ในอาคารได้ ดังนั้น การเลือกใช้กระจกแต่ละชนิดและเทคนิคการติดตั้งจึงมีความสำคัญอย่างมาก ที่จะช่วยลดการใช้พลังงานในอาคารได้ โดยเฉพาะลดการใช้พลังงานไฟฟ้าของระบบปรับกาศ สำหรับกระจกที่เหมาะสมกับอาคารประหยัดหรืออาคารอนุรักษ์พลังงานควรเป็นกระจกที่มีคุณสมบัติอย่างน้อยต่อไปนี้
1) กระจกที่มีค่าสัมประสิทธิ์การบังแดดต่ำ (Shading Coefficient : SC) เพื่อลดปริมาณรังสีอาทิตย์ (คลื่นสั้น) ที่จะผ่านกระจกเข้าสู่ภายในอาคารแล้วเปลี่ยนเป็นความร้อน (คลื่นยาว) ที่ไม่สามารถย้อนกลับสู่ภายนอกอาคารได้
2) กระจกที่มีค่าการส่องผ่านของแสง (Light Transmittance : LT) ในปริมาณที่จำเป็นต่อการมองเห็น (Visible Light) และสูงมากพอที่จะนำแสงธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ในอาคารได้ (LT ไม่ควรน้อยกว่า 20 %)
3) กระจกที่มีอัตราส่วน LSG (Light-to-Solar-Gain Ratio) สูง โดยค่า LSG เป็นค่าที่ใช้เปรียบเทียบปริมาณของแสงสว่างกับปริมาณความร้อนที่ผ่านกระจก (LT/SC) ดังนั้น ถ้ากระจกมีค่า LSG มากกว่า 1 แสดงว่ามีแสงสว่างผ่านเข้ามาภายในอาคารมากกว่าความร้อน และเป็นกระจกที่เหมาะสมสำหรับการนำแสงธรรมชาติเข้ามาใช้ภายในอาคาร
4) กระจกที่มีค่าสัมประสิทธิ์การถ่ายเทความร้อนรวม (U-value) ต่ำ เพื่อลดปริมาณความร้อนที่เกิดจากภายนอกเข้าสู่ภายในอาคาร เช่น กระจก 2 ชั้น (Double Glazing) หรือกระจก 3 ชั้น (Triple Glazing)
5) กระจกที่มีค่า SHGC (Solar Heat Gain Coefficient) ต่ำ ค่า SHGC คือผลรวมของความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ส่งผ่านกระจกกับส่วนของรังสีที่ถูกดูดซับอยู่ภายในกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผนังทางด้านทิศตะวันออก ตะวันตก และใต้ ที่มีปริมาณความร้อนจากแสงอาทิตย์สูงตลอดทั้งปีในประเทศไทย
ตัวอย่างของกระจก มีการใช้งานในงานกรอบอาคารอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน เช่น
1) กระจกสีตัดแสง (Tinted Glass) เป็นกระจกชนิดที่สามารถสกัดกั้นความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบได้มากกว่ากระจกใสปกติ โดยปริมาณการดูดกลืนความร้อนขึ้นอยู่กับส่วนผสมของเนื้อกระจก ซึ่งสามารถผลิตให้มีการสกัดกั้นรังสีอาทิตย์ได้หลายระดับ
2) กระจกดูดกลืนความร้อน (Heat Absorbing Glass) เป็นกระจกที่สามารถดูดซึมความร้อนได้ถึง 45% และถ้ามีการติดตั้งอุปกรณ์กันแดดให้กระจกอยู่ในร่มจะสามารถลดความร้อนได้มากถึง 75%
3) กระจกเคลือบผิวสะท้อนแสง (Reflecting Metallic Coating Glass) เป็นกระจกที่เคลือบชั้นโลหะด้วยระบบ Pyrolytic มีคุณสมบัติในการสะท้อนแสงและลดปริมาณความร้อนที่เข้าสู่อาคารได้ โดยสามารถสะท้อนความร้อนของแสงอาทิตย์ได้ประมาณร้อยละ 60 อย่างไรก็ตาม ห้ามใช้ กระจกที่มีค่าสัมประสิทธิ์การสะท้อนรังสีอาทิตย์ (Reflectance) เกินกว่า 0.2 เนื่องจากจะไปรบกวนบุคคลอื่น หรืออาคารหรือยานพาหนะภายนอกอาคาร
4) กระจกสองชั้น (Double Glazing) เป็นกระจกที่เคลือบวัสดุสะท้อนแสงอาทิตย์ที่ผิวด้านในและด้านนอกของกระจก ช่วยลดความร้อนได้ 80% ในขณะเดียวกันก็ยอมให้แสงสว่างผ่านเข้ามาภายในอาคารได้
5) กระจกติดฟิล์ม Low-E (Low Emissivity Glass) หรืออาจเรียกว่า กระจกที่มีค่าการแผ่รังสีต่ำ เนื่องจากเป็นกระจกที่มีการติดตั้งฟิล์มหรือเคลือบสารที่มีค่าสัมประสิทธิ์การแผ่รังสีต่ำ เช่น สารผสมโลหะเงิน โดยค่าการแผ่รังสีเป็นคุณสมบัติจำเพาะของผิววัตถุที่บ่งบอกถึงความสามารถในการสะท้อนความร้อนที่ตกกระทบบนผิววัตถุนั้น ๆ หรือความสามารถในการแผ่รังสีความร้อนออกจากผิววัตถุนั้น ๆ